Oasis of Art

ทริปสุดน่าตื่นตาที่ Louvre Abu Dhabi โอเอซิสแห่งศิลปะที่ใหม่ของโลก

ถ้าพูดถึงชื่อ ลูฟร์ (Louvre) หลายคนคงนึกถึงรอยยิ้มของโมนาลิซ่าที่ตราตรึงอยู่บนผนังพิพิธภัณฑ์ที่จัดว่าใหญ่โตและโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลางมหานครปารีส แต่ในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมานี้ ถ้ามีใครถามว่า พูดถึงชื่อ ลูฟร์ ตอนนี้แล้วนึกถึงอะไร บางคนอาจจะมีคำถามย้อนกลับไปใหม่ว่า “ลูฟร์ไหน? ลูฟร์ที่ปารีส หรือ ลูฟร์ อาบูดาบี?” เพราะถึงตอนนี้ชื่อของ Louvre Abu Dhabi คืออีกชื่อที่เป็นหมุดหมายใหม่สำหรับผู้ที่รักในการท่องเที่ยว และหลงไหลในศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนงานดีไซน์ล้ำยุค

หมุดหมายที่ว่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐตะวันออกกลาง ในการที่จะพยายามสร้างชื่อให้เกาะ Saadiyat กลายเป็นศูนย์รวมทางศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของอาบูดาบี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งนอกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อาบูดาบีแล้ว บนเกาะแห่งนี้ยังจะประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ Zayed ซึ่งจะได้รับออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก Foster and Partners ภายใต้การควบคุมของลอร์ด นอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกคนสำคัญของอังกฤษ, พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย Guggenheim Abu Dhabi ซึ่งคาดว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ในเครือ Guggenheim ที่ใหญ่ที่สุดในโลก, รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์การเดินเรือที่มี Tadao Ando สถาปนิกระดับโลกอีกคนมาดูแลคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ แต่อภิมหาโปรเจ็กต์บน Saadiyat Island Cultural District ทั้งหมดนี้ มีเพียงพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อาบูดาบี ที่ออกแบบโดย Jean Nouvel สถาปนิกเอกชาวฝรั่งเศสเท่านั้นที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการไปแล้ว คาดการณ์ว่าหากโครงการทั้งหมดลุล่วงตามที่ตั้งเป้าไว้ เกาะ Saadiyat จะกลายเป็นศูนย์กลางทางศิลปะแห่งใหม่ของโลกไปในทันที

ความขัดแย้งบนเส้นทางศิลปะสองซีกโลก

เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ บนเกาะที่ต่างก็ล่าช้า และกำหนดการเปิดให้บริการถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก กว่าที่พิพิธภัณฑ์ที่เสมือนโดมลอยน้ำแห่งนี้จะได้อวดโฉมต่อสายตาชาวโลกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งกรณีพิพาทและความเคลือบแคลงใจระหว่างโลกอาหรับและตะวันตก โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสซึ่งไม่ใคร่จะเห็นดีเห็นงามกับโครงการนี้สักเท่าไหร่ ต้นเรื่องคงอยู่ที่สัญญาความร่วมมือ 30 ปี ระหว่างฝรั่งเศสและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่าร่วมหมื่นล้านยูโรเมื่อปี 2007 ซึ่งในสัญญาระบุว่า ทางลูฟร์ ปารีส จะต้องให้ยืมชิ้นงานศิลปะมาจัดแสดงที่อาบูดาบีเป็นเวลา 10 ปี, การจัดแสดงนิทรรศการปีละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 15 ปี รวมไปถึงความช่วยเหลือ เทรนเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ และการยินยอมให้ใช้ชื่อ “ลูฟร์” แลกกับเงินจำนวน  974 ล้านยูโร ที่ทางเอมิเรตส์จะจ่ายเพื่อใช้เป็นทุนในกิจการของทางปารีสมิวเซียม แน่นอนว่าด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้ทางผู้บริหารของทางปารีสต้องไม่รีรอที่จะทำสัญญา แต่ประชาชนชาวปารีเซียงหัวอนุรักษ์ไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้ ด้วยเกรงว่าจะเป็นการขายชิ้นงานศิลปะที่หวงแหนนักหนาว่าเป็นสมบัติของชาติ (ทั้งที่จริงก็ไม่ได้เป็นของฝรั่งเศสทั้งหมด) รวมไปถึงศิลปินและนักประวัติศาสตร์แนวหน้าที่เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหาร กล่าวหาว่านี่คือการ “ขายจิตวิญญาณแห่งลูฟร์” ซึ่งทางผู้บริหารของลูฟร์เองให้การยืนยันว่า นี่เป็นเพียงความร่วมมือทางวัฒนธรรมและการให้ความรู้ทางด้านศิลปะตะวันตกแก่โลกตะวันออก และจะไม่มีการขายชิ้นงานจากทางพิพิธภัณฑ์ลูฟร์โดยเด็ดขาด และนอกจากประเด็นนี้แล้ว ยังมีการตั้งคำถามเรื่องของสิทธิมนุษยชน ว่าด้วยเรื่องของแรงงานต่างด้าวในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศนี้เป็นแรงงานต่างด้าว โดยมากมาจากแถบเอเชียใต้ อย่างบังคลาเทศ อินเดียและแอฟริกา ซึ่งมีรายงานว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับค่าแรงและสวัสดิการต่ำกว่ามาตรฐานสากล ทั้งยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่ถูกที่ควร ซึ่ง Jean Nouvel ออกมาโต้ตอบว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้หรอก เพราะทางเราดูแลแรงงานต่างด้าวเหล่านี้เป็นอย่างดี และปฏิบัติต่อพวกเขาดีกว่ามาตรฐานแรงงานของประเทศในยุโรปบางประเทศเสียอีก” แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีรายงานว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างด้วยการกดขี่และบังคับใช้แรงงานเกินพอดี

เมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ

สิบปีแห่งข้อโต้แย้งและความกังขาผ่านไป ในที่สุดพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ อาบูดาบี ก็ได้อวดโฉมต่อสายตาชาวโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมา ด้วยหมู่อาคารแบบโลว์ไรส์ 55 หลัง ที่เป็นส่วนของแกลเลอรี่ต่างๆ จำนวน 23 แกลเลอรี่ ใจกลางของหมู่อาคารถูกครอบไว้ด้วยโดมทรงกลม ซึ่งเกิดจากการถักทอเส้นสายทางสถาปัตยกรรมตามแนวความคิดของ Jean Nouvel ที่ต้องการที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกกลาง แต่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยสัดส่วนแบบโมเดิร์นเพื่อเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีและความทันสมัยไปพร้อมกัน เมื่อมองจากบนฝั่งที่อยู่ไกลออกไป ภาพที่ปรากฏจึงเป็นเสมือนเมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ตามคอนเซ็ปต์ “Museum City”

โดมทรงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 180 เมตรนี้ ประกอบขึ้นด้วยเส้นสายทางเรขาคณิตที่สอดประสานถักทอไปมาถึงแปดชั้น โดยสี่ชั้นรอบนอกเป็นโครงสร้างสเตนเลสสตีล ส่วนสี่ชั้นในทำจากอลูมิเนียม เกิดเป็นช่องแสงสกายไลท์ ที่อนุญาตให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านลงมายังพื้นที่ภายในด้านล่าง ตามคอนเซ็ปต์ของ Jean Nouvel ที่เป็นการจำลองภาพของแสงที่ส่องลอดจากใบปาล์มที่ทับซ้อนไปมาในโอเอซิสกลางทะเลทราย เมื่อแสงตกกระทบบนพื้นและผนังภายในก่อให้มุม มองในอีกมิติ และเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาของวันตามทิศทางการโคจรของดวงอาทิตย์ โดมนี้จึงมีชื่อเรียกว่า Rain of Light หรือสายฝนแห่งแสง ตามจังหวะการเล่นล้อของโดมกับแสงอาทิตย์และน้ำทะเล นับเป็นผลงานการดีไซน์แบบดั้งเดิมที่ผสมผสานเทคโนโลยีทางวิศวกรรมก่อสร้างทันสมัย ที่ทำให้ลูฟร์ อาบูดาบี กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงถึงนวัตกรรมที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรางวัลด้านการออกแบบระดับนานาชาติการันตีถึงสามรางวัล อันได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ‘Project of the Future’ จาก  Identity Design Award in 2015; รางวัล European Steel Design Award ในปี 2017, และรางวัลชนะเลิศ ‘Most Prominent UAE Project’ จาก the Identity Design Award ในปี 2017

นับว่าการไปเยี่ยมชมลูฟร์ อาบูดาบี พิพิธภัณฑ์อันแสนอื้อฉาวนี้ นอกจากจะได้ชื่นชมผลงานศิลปะจากทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการได้เยี่ยมชมและศึกษางานด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่สำคัญแห่งล่าสุดของโลกอีกด้วย และตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวยังจะสามารถพายเรือคายักลัดเลาะท่องไปตามหมู่อาคารของพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย และถ้าความงามของลูฟร์ในเวลากลางวัน คือแสงและเงาที่ลอดส่องลงมาสู่อาคารภายในแล้ว ความงามจากแสงไฟที่ส่องตัวอาคารภายนอกก็สวยงามไม่แพ้กัน ในวันนี้ ลูฟร์ อาบูดาบี จึงเป็นเหมือนโอเอซิสแห่งศิลปะลอยน้ำที่มีศักดิ์และศรีไม่แพ้ลูฟร์ ที่ปารีสเลย

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.