The Bamboo Architect

ธ.ไก่ชน กับงานออกแบบที่พาไม้ไผ่ไปอยู่อีกฟากของความเคยชิน

“งานไม้ไผ่ก็เหมือนการกลับมาของกางเกงขาบาน เหมือนกระแสแฟชั่นที่มันจะวนกลับมาใหม่ แต่คราวนี้มันจะไม่ได้มาแล้วหายไป เพราะกระแสของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่คนยุคนี้กำลังให้ความสำคัญ” ธนพัฒน์ บุญสนาน สถาปนิกเจ้าของผลงานอาคารไม้ไผ่ดีไซน์ทันสมัย พูดถึงการหวนกลับมาของงานไม้ไผ่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของ ธ.ไก่ชน บริษัทสถาปนิกชื่อแปลกแต่ฟังปุ๊บติดหูปั๊บ ที่เขาเป็นผู้ก่อตั้ง  ด้วยแนวคิดที่น่าสนใจทำให้ Painkiller Life อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องราวและแนวคิดของสถาปนิกคนนี้มาแนะนำให้รู้จักกัน

ที่มาของ ธ.ไก่ชน 

“ที่มาของชื่อ ธ.ไก่ชน มาจากชื่อย่อชื่อจริง คือ ธนพัฒน์ และสัตว์ที่ชอบ คือไก่ชน ที่เอามาเป็นมาสคอต ด้วยความที่ไม่อยากใช้คำว่า สตูดิโอ ดีไซน์ หรือคำภาษาอังกฤษใดๆ เพราะเขามีแนวความคิดเรื่องความเป็นไทย เมื่อก่อนเวลาคนตั้งชื่อแบรนด์กันก็มีตราไก่ ตรากบ ตราห่านคู่ มีสิงห์ มีช้าง อะไรแบบนี้ เมื่อก่อนคนไทยเราก็ชื่อไอ้แดง ไอ้ดำ ไอ้เขียว เลยรู้สึกว่าการตั้งชื่ออะไรแบบนี้มันไทย เหมือน ส.กิจเจริญ ป.กุ้งเผา ช.การช่าง เราก็เลยตั้งชื่อบริษัทว่า ธ.ไก่ชน ไปแล้วกัน แค่นั้นเอง

ตอนทำธีสิสสมัยเรียนก็ทำสนามกีฬาไก่ชน ตอนเรียนมัธยมที่โยธินบูรณะก็เข้าชมรมอนุรักษ์ไก่ชน เคยเลี้ยงไก่ชนด้วย แต่ไม่ได้เอาไว้ตีนะครับ สงสารมัน เลี้ยงเพราะมันสวย ไม่เหมือนไก่ธรรมดา

จบมาทำงานบริษัทสถาปนิก 2 ปี แต่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ทำงานไม้ไผ่อะไรเลย ไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรมาก่อนเลย ออกจากออฟฟิศมาทำงานไม้ไผ่เพราะ รู้สึกเบื่อเมืองมาก นั่งรถบ้านที่จรัญฯ ไปห้วยขวางทุกวัน รถติดมาก เช้าก็ติดเย็นก็ติด พอรถติดก็ไม่อยากกลับบ้าน ก็ไปหาที่เที่ยวกินเหล้าก่อนกลับบ้าน สุขภาพก็ไม่ดี เงินก็ไม่เหลือ เลยคิดว่าเราออกมาทำงานอะไรที่เกี่ยวกับธรรมชาติดีกว่า เลยตัดสินใจไปเรียนต่อโทก่อน ก็เสิร์ชดูว่าที่ไหนสอนเรื่องไม้ไผ่บ้าง ก็มีอยู่ในหลักสูตรที่ลาดกระบัง พอจบเทอมที่เรียนเรื่องไม้ไผ่ก็ไปเวิร์คช็อปที่เชียงใหม่ เรียนกับฝรั่ง ซึ่งรู้สึกว่าได้อะไรจากตรงนั้นมาก เลยไม่ทำงานแล้วก็ไม่เรียนต่อด้วย เพราะดูหลักสูตรที่จะเรียนต่อแล้วมันก็เป็นพวกเหล็กพวกอะไรที่เราไม่ได้อยากรู้แล้ว เพราะพอไปวิร์คช็อปแล้วค้นพบว่าชอบไม้ไผ่มาก แล้วตั้งแต่นั้นก็เลยไปอยู่ที่เชียงใหม่ เก็บของจากกรุงเทพฯ ไปอยู่หอที่โน่นเลย ไปขอเขาทำงานที่บริษัท Chiangmai Life Construction ของอาจารย์ฝรั่งที่สอน ขอดูงาน ขอไปอยู่กับช่าง ไม่ได้อยู่ในออฟฟิศ ก็ดูศึกษางานทั้งหมดตั้งแต่วิธีการก่อสร้าง การออกแบบ การทรีทเม้นต์ไม่ไผ่ว่าทำยังไง ก็ไปอยู่กับเขาสักพัก จนได้โปรเจ็กต์มาแล้วก็ทำเอง”

ผลงานออกแบบจากไม้ไผ่ครั้งแรก

“โปรเจ็กต์ที่ได้มาครั้งแรกก็เป็นงานไม้ไผ่เลย ลูกค้าเป็นน้าของเพื่อน ที่หางดง เชียงใหม่ เขาจะเปิดโรงแรม เขาก็เลยชวนว่ามาออกแบบให้หน่อยสิ ทำงานไม้ไผ่อยู่ไม่ใช่เหรอ น้าก็ชอบเหมือนกัน วันนั้นกลับถึงบ้านผมก็ไปต่อโมเดลไม้ไผ่ล็อบบี้โรงแรมเอามาส่งเขาตอนเช้าเลย ไฟแรงมาก แต่ตอนนั้นเขาบินไปเมืองจีนแล้ว ถ่ายรูปส่งให้เขาดูทางไลน์ เขาเห็นแล้วก็บอกว่างั้นทำเลย ทีแรกออกแบบให้แล้วให้บริษัทที่ทำงานอยู่เขาทำ แต่ตีราคาออกมาแล้วมันค่อนข้างสูง เจ้าของก็ไม่ได้มีเงินมาก เขาเลยจะเปลี่ยนเป็นเหล็ก ผมไม่รู้จะทำยังไง เลยตัดสินใจว่าเดี๋ยวผมสร้างให้เอง ก็เลยตัดสินใจมาเปิดโรงงานที่กรุงเทพฯเอาไม้มาทรีทเม้นต์ที่นี่แล้วส่งขึ้นไปที่โน่น ก็เลยตกลงทำโรงงานพร้อมกับออกแบบโรงแรมไปด้วย ก็เริ่มจากการหาคนงานที่ลาออกจากที่บริษัทเก่ามาทำด้วยกัน ก็เริ่มจากตรงนั้น

ทีแรกทำสัญญาร่วมกับอาศรมศิลป์ในการเปิดโรงงานนี้ เพราะทางอาศรมศิลป์ให้ทุนและข้อมูลการวิจัยในการทำทรีทเม้นต์ไม้ไผ่ โดยทำโรงงานในที่ดินของผม คือทางผมได้น้ำยากับ Know How แล้วให้ผมช่วยส่งไม้ไผ่ที่ทรีทเม้นต์แล้วให้เขาด้วย ก็เปิดโรงงานเปิดบริษัทเพื่อทำโรงแรมนี่แหละ ตอนนั้นเอาจริงมาก นั่งรถสมบัติทัวร์จากแม่ริมขึ้นๆ ลงๆ กรุงเทพฯ ทุกอาทิตย์ มาดูโรงงานที่นี่ จำได้ว่าขาดทุนไปเยอะมาก แค่ค่าไม้ค่าแรงก็ขาดทุนแล้ว พอรู้ว่าขาดทุนแล้วก้ไม่ดูต่อ เก็บใบเสร็จมาดูๆ อุ๊ย เกินแล้วนี่หว่า ก็ไม่ดูแล้ว รู้สึกสบายใจกว่า ก็สร้างเสร็จมา จนโรงแรมเสร็จ เปิดมาสักพักแล้วได้ลงหนังสือก็มีงานต่อมาเรื่อยๆ เลยทีนี้”

ความผูกพันกับไม้ไผ่และธรรมชาติ 

“มาจากสมัยเด็กๆ พ่อชอบเดินป่า ที่เที่ยวตอนเด็กมีแต่เขาใหญ่ น้ำตกป่าละอู รอบๆ นี้ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โตที่นี่ แต่ด้วยความที่พ่อเป็นชาวสวน เราก็ได้อยู่กับต้นไม้มาตลอดตั้งแต่เด็ก ชอบทำงานกับต้นไม้ ตอนที่ท้อแท้กับชีวิต ตอนที่จะลาออกจากออฟฟิศเก่า เราคิดถึงแต่ต้นไม้อย่างเดียว ถึงขั้นจะไปปลูกต้นไม้ขาย เกือบจะไม่เป็นสถาปนิกแล้ว ตอนนี้ไม่ค่อยได้ปลูกแล้ว เน้นงานสถาปนิกมากกว่า ทุกวันนี้คือทำออฟฟิศสถาปนิก แล้วต้องดูแลเรื่องการขายไม้ซัพพลายไม้ แล้วต้องไปดูไซต์งานรับเหมาก่อสร้างด้วย เหมือนมีสามอาชีพ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาพวกเชนโรงแรมต่างๆ ที่ใช้งานไม้ไผ่”

ผลงานที่ภูมิใจ 

“งานที่ชอบที่สุดตอนนี้ คือ ‘ชะตาธรรมชาติ’ เป็นร้านกาแฟที่อยู่ในทุ่งนา เพราะผมดูงานตัวเองแล้วไม่เขินแม้แต่มุมเดียว คือตอนนี้ผมรู้อะไรผมยัดสิ่งที่ผมชอบใส่ลงไปให้หมด คือถ้ากลับไปดูงานผมก่อนหน้านี้จะจับทางไม่ได้ เพราะงานผมเป็นงานทดลอง แต่งานนี้คือการรวมเอาดีเทลที่ผมชอบตลอดหกเจ็ดปีที่ผ่านมามาใช้ในงานนี้ ประกอบกับตัวเจ้าของด้วย ซึ่งผมถือว่าลูกค้าสำคัญมาก ถ้าเราเข้าขากัน เวลาไปเจอกันหน้างานจะสนุกมาก ผมว่าสิ่งที่สำคัญในอาชีพสถาปนิกไม่ใช่แค่งานสวย เพราะทุกคนออกแบบสวยหมดน่ะแหละ แต่คือการที่จบงานแล้วเราเดินไปเจอกันแล้วยิ้มให้กัน ไม่ใช่เบิกตังค์แล้วมาด่ากันลับหลัง แฮปปี้ทุกครั้งที่เจอลูกค้า เลยชอบโปรเจ็กต์นี้มากที่สุด”

การจัดการกับข้อจำกัดของไม้ไผ่ 

“ผมไม่ได้คิดค้นเทคนิคอะไรใหม่ ผมแค่เอาดีไซน์เข้าไปจัดการ แล้วให้มันไปอยู่ในที่ที่มันไม่เคยอยู่มาก่อน อย่างเวที EDM งานมุยเฟสต์ที่สมุย ผมใช้ไม้ไผ่ทำ ก็เป็นเวทีไม้ไผ่ที่ใหญ่ที่สุด แล้วผมใช้ไม้ไผ่ทั้งหมด

ผมว่างานไม้ไผ่มันไม่ค่อยเกิดเพราะข้อเสียต่างๆ นานาที่มันมีเยอะมาก ถ้ามันง่ายจริง มันคงจะมีงานไม้ไผ่เกิดขึ้นมาเต็มไปหมดแล้ว ไม้ไผ่ไม่ใช่ซูเปอร์แมททีเรียล มันไปอยู่บางที่นี่ไม่เหมาะอยู่แล้ว อย่างพวกห้องน้ำหรือพื้นที่เปียก แต่ด้วยเทคโนโลยี ด้วยความรู้ต่างๆ ที่เราดูมาจากยุโรปที่เขาพัฒนาไปมากแล้ว เราก็หยิบจับมาผสมกับทักษะของคนเอเชีย เอามาใช้ควบคู่กันไป สุดท้ายข้อเสียเหล่านั้นผมก็จะมองข้ามไป วิธีการจัดการกับข้อจำกัดของไม้ไผ่ในแบบของผม คือ ผมจะมองข้ามข้อเสียเหล่านั้นไป เพราะสิ่งที่เป็นข้อดีที่มันเป็นบวกกับชีวิตผมมีมากกว่า ต้องพยายามเข้าใจ อะไรไม่เหมาะเราก็ไม่เอาไปใช้ตรงนั้น เข้าใจธรรมชาติของไม้ไผ่และยอมรับข้อจำกัดของมัน ซึ่งแนวคิดในช่วงที่ทำงานแรกๆที่ผมทำงานไม้ไผ่ ผมพยายามสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติของลูกค้า เพราะช่วงแรกจะเลือกไม่ได้ ลูกค้าบางคนไม่เข้าใจ แต่พอทำไปสักพักผมเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากเปลี่ยนทัศนคติใครแล้ว เพราะหลังๆคนที่ติดต่อมาให้ทำงานไม้ไผ่เขาจะมีความเข้าใจอยู่แล้ว เขาจะพร้อมมาแล้ว เราจะไปพูดเรื่องดีไซน์เลย ไม่มาพูดเรื่องไม้ไผ่อีกแล้วว่ามันเป็นอย่างไร อย่างหลังๆมีกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อม ผมไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว มีหลายหน่วยงานพูดแทนผม เฟซบุ๊กพูดแทนผม ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแล้ว ผมแค่พัฒนางานของตัวเองให้ตอบสนองกับเรื่องพวกนี้ งานไม้ไผ่จะไปได้ต้องประกอบด้วย 3 ส่วน คือ นักออกแบบ เจ้าของงาน และสื่อ ซึ่งสามส่วนนี้จะทำให้เกิดการผลักดันอนาคตของงานไม้ไผ่ เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยยอมรับวัสดุธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ปัจจุบันกระแสงานวัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมมาแรง มันสามารถผลักดันธุรกิจให้ไปได้ วัสดุธรรมชาติอะไรก็ตาม จะเป็นไผ่ เป็นหวาย เป็นผักตบชวา มันไม่มีทางตัน ขอแค่ให้มีคนทำมันออกมาเท่านั้น”

ธรรมชาติของไม้ไผ่และการประยุกต์ให้เข้ากับโลกยุคใหม่

“งานที่ถือว่าต่างออกไปจริงๆ สำหรับผมคืองานที่เกี่ยวกับดนตรี ผมทำพวกเวทีคอนเสิร์ต อีเว้นต์  ถือว่าเป็นสิ่งที่เติมเต็มพลังงานในช่วงสามปีที่ผ่านมา เริ่มจากงานวันเดอร์ฟรุตก่อน แล้วก็มิวสิคเฟสติวัลที่เป็นอันเดอร์กราวด์ด้วย ทำวันเดอร์ฟรุตอยู่สองปี ถือเป็นการเปิดโลกศิลปะให้กับตัวเองอย่างมาก เพราะในงานไม่ได้มีแค่สถาปนิก แต่มีศิลปินมากมาย ได้คุยได้ทำงานกับศิลปินสาขาอื่น ทำให้เราได้เข้าใจความคิดของเขา และสนใจศิลปะมากขึ้น แล้วจะสนุกมากเวลาเจอพวกดีเจ พวกไล้ท์ติ้งดีไซน์ เจอคนที่ทำงานสายแฟชั่นมากกว่าเรา  เพราะปกติเวลาทำงานไม้ไผ่ก็จะเจอพวกสายเกษตร สายอนุรักษ์ สายธรรมะ ซึ่งผมรู้ตัวว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น ผมไม่รับงานวัด ผมใส่เสื้อผ้าฝ้ายเรียบๆ ไม่ได้ 

ตอนเย็นผมไปสวดมนต์เย็นกับเขาทุกวันไม่ได้ แต่ก็ไม่แน่ ตอนผมอายุสักห้าสิบผมอาจจะทำแต่วัดก็ได้ ไม่แน่ แต่ตอนนี้มันยังไม่ใช่ ตอนนี้ยิ่งทำปาร์ตี้ยิ่งได้คุยกับคน ยิ่งสนุก”

ไผ่กับชีวิตที่เติมเต็ม 

“สิ่งที่เป็นข้อดีของไม้ไผ่ คือ สวยเป็นอันดับแรก ผมพูดเรื่องความงามก่อนอย่างอื่น  มันไม่มีไม้ชนิดไหนที่มาแล้วหยุดเป็นข้อๆ แบบนี้ อย่างไม้ทั่วไปมันอาจจะมีไม้อื่นๆ ที่ใช้แทนกันได้ แต่ไม่มีอะไรมาแทนไผ่ได้ ไผ่ก็คือไผ่ ประเด็นที่สองคือเรื่องของความรู้สึก การอยู่ในอาคารไม้ไผ่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยอะไรบางอย่างซึ่งผมก็ไม่ทราบ การได้จับได้มองเห็นจะรู้สึกผ่อนคลาย ทางเลือกของพวกสปาหรือรีสอร์ต ไม้ไผ่จะมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างตามต่างจังหวัด เวลาอยู่บนแคร่เราจะรู้สึกอยากนอน  อย่างการเหยียบบนพื้นปูนกับพื้นไม้ก็ต่างกัน บางคนก็บอกว่าไม้ไผ่ช่วยนวดเท้า ถ้ามาอยู่รอบๆ ตัวเราก็รู้สึกดีทั้งสุขภาพใจสุขภาพกาย

ก่อนทำหน้านี้ผมทำงานเปลือกมาก แค่สวยแล้วจบ  ไม่ได้มีการอ้างอิงอะไร คนเอาสตอรี่มาใส่ให้ผมเอง แต่ตัวผมไม่เคยคิด ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้ผมเอาจริงมากกับเรื่องวัฒนธรรม​ ศาสนา และอัตราส่วนตัวเลข แนวคิดในการออกแบบ ผมว่าสิ่งเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้ไม้ไผ่มันงามอย่างมีคุณค่าผ่านกาลเวลา สร้างมูลค่าให้มัน ทำงานออกแบบให้มีคุณค่า เพื่อที่วันหนึ่งในอนาคตผมกลับมามองดูงานตัวเองแล้วจะได้ไม่เขิน”

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.